The Knitted Wedding: Kjærlighet på pinner

Thursday, July 5th, 2012

*** Entry นี้เขียนไว้ตั้งแต่ปลายปี 05 และเพิ่งย้าย content มาไว้ที่ wordpress เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นเก่าแล้ว ป่านนี้คู่ีบ่าวสาวในรูปคงมีลูกมีเต้าไปแล้วมั้งเนี่ย เอิ๊กๆ ***

มาเมื่อปลายปีก่อน บังเอิ๊ิญ! เราไปเจอคอลัมภ์ใน KK แมกกาซีน ฉบับปลายๆปี 2005 พาดหัวซะเก๋ว่า “Kjærlighet på pinner” (คนที่นี่จะคุ้นเคยกับคำว่า Kjærlighet på pinne (ไม่มี r) อยู่แล้ว เพราะมันก็คือชื่อเรียก lollipop หรืออมยิ้มบ้านเรานั่นเอง แปลตรงๆก็ “ความรักบนแท่ง” ที่เรียกแบบนี้สันนิษฐานว่า อมยิ้มของที่นี่สมัยก่อนจะนิยมทำเป็นรูปหัวใจ มันก็เลยถูกเรียกว่าความรักบนแท่ง ปัจจุบันอมยิ้มมีหลายแบบแต่คนก็ยังเรียกแบบนั้นอยู่ บ้างก็เรียกสั้นๆว่า Kjærlighet เฉยๆ หรือไม่ก็ slikkepinne หรือ klubbe แล้วแต่ความเคยชิน)

“Kjærlighet på pinner*” (มีตัว r) ในที่นี้ก็คือ The Love on Knitting Pins* นั่นเอง เก๋ซะไม่มี… งานนี้ถูกจัดขึ้นโดยกลุ่ม Knitting Club ชื่อ Cast Off งานแต่งงานนี้เป็นของสมาชิกในคลับนี่เอง theme ของงาน ข้าวของเครื่องใช้ก็เลยเป็นอะไรที่ถักๆทอๆไปหมด

มาดูรูปกันเลยดีกว่า

^ เจ้าสาว ในชุดแต่งงานที่ถักจากไหมพรมล้วน แม้กระทั่งช่อ Bouquet ก็ยังถัก เจ้าบ่าวสวมเสิ้อกั๊กถัก ผ้าพันคอและหมวกทรงสูงถัก จริงๆน่าจะถักสูทด้วยเนอะ…

^ Train หางชุดเจ้าสาว ยาวกี่เมตรเนี่ยยย อันนี้คงใช้เครื่องถักช่วยนะ ชนิดที่ว่าถักจนเกือบนาทีสุดท้ายก่อนงานเริ่มเลย เพราะความยาวยังไม่พอ…

^ เค้กแต่งงานสามชั้นและมีดตัดเค้ก! รายละเอียดเล็กๆน้อยก็ไม่ปล่อยให้รอดสายตาไป อย่าง woollen confetti (คอนเฟตติไหมพรมน้อยๆ) ที่ใช้โปรยให้คู่บ่าวสาวหลังเสร็จพิธี… Annie Doi ดีไซน์เนอร์ชุดแต่งงานสีขาวครีม เล่าว่า เค้าต้องถัก something blue… ซึ่งเป็น British Tradition; Something old, something new Something borrowed, something blue and a silver sixpence in her shoe. เชื่อกันว่าถ้าเจ้าสาวสวมใส่สิ่งที่ว่านี้ครบในวันแต่งงาน จะถือเป็นมงคลและเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี

^ รองเท้าที่ประธานกลุ่ม Cast Off ใส่มาร่วมงาน เก๋ซะ ส่วนแหวน ใช่ไหมดิ้นทองขึ้น 10 loops, ถัก stockingette stitch 3 แถว แล้วเย็บบรรจบกัน เท่านี้ก็ได้แหวนแต่งงานแล้ว!!!

^ ช่างภาพกล้องไหมพรม อยากรู้จังภาพที่ออกมาจะชัดหรือจะเบลอ อิอิ

^ อาหารครบครัน ไม่ว่าจะเป็น คานาเป้หน้าต่างๆ เค้ก แซนวิช ใส้ปลาแซลม่อน, แฮมแอนด์ชีส แม้กระทั่ง แซนวิชแตงกวา ให้เลือกบริโภคได้ตามอัธยาศัย

^ แชมเปญชั้นดี ในคอลัมภ์เค้าบรรยายแบบนั้นน่ะ หุๆ

^ ดีเจในงานเปิดแผ่น knitted LP แถม Dance Floor ยังประดับด้วยประดับด้วยไฟ knitted Disco Light อีกด้วย

^ กระป๋องถักไหมพรมผูกห้อยท้ายรถ Just Married

งานแต่งงานนี้เลยกลายเป็น the first knitted wedding in the world ไปเลย

ชอบจัง ความคิดอะไรแบบนี้ กับสิ่งที่แสนจะธรรมดาที่บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเชย ล้าสมัย ไม่ trendy… กลุ่ม Cast Off ได้แสดงให้เห็นว่าการถักนิตติ้งมิใช่เป็นแค่งานอดิเรกสำหรับแม่บ้าน คุณป้า คุณยายเท่านั้น แต่ทุกคนทั้งหญิง ชาย ก็สามารถ express จินตนาการของตัวเองได้ โดยที่ขอบเขตมิได้อยู่แค่ที่ เสื้อไหมพรม ผ้าพันคอ หรือถุงเท้าเท่านั้น

เห็นงานนี้แล้วทำให้เรานึกถึงรายการทอล์กโชว์ V. Graham Norton ของ Channel 4 ประเทศอังกฤษที่เคยชื่นชอบ เสียดายที่ไม่มีภาพ/คลิปประกอบ คือ… เค้าเอางานถัก knitting จาก The Sherborne and District Knitting Club แห่งเมือง Dorset มาโชว์ในรายการหลายครั้งหลายครา สิ่งที่พวกเค้าถักมาโชว์นั้นก็มิธรรมดาเช่นกัน… พวกเค้าถัก English Breakfast (ไข่ดาว เบค่อน เบคบีนส์ เห็ด และ มะเขือเทศ) อีกทีก็เป็น มงกุฏของ Queen Elizabeth II, Sceptre, Sovereign’s Orb เข้าเซทครบชุดไปโน่น แล้วเหมือนด้วยนะ เพียงแต่มันอ่อนยวบยาบเท่านั้นเอง อย่างเจ้าตัว Sceptre (คฑา) เนี่ย ยกขึ้นมานี่เหี่ยวเชียว เกรแฮมเลยปล่อยมุกแซวขำๆ (ทะลึ่งนิดๆ) เป็นอะไรที่เรียกเสียงหัวเราะของผู้ชมในห้องส่งได้ขนัด

^ สุดท้ายก่อนจบ มีแถม ฝีมือเราเอง ปรกติก็ไม่ค่อยจะทำไรแบบนี้กะเค้าหรอก ไม่อดทน แบบจากหนังสือ Rowan: Big Easy — คอนเสปเราเน้น ใหญ่ และ ง่าย เข้าว่า กรั่กๆ ดูไม้สิ ขนาดก็ปาเข้าไป 20mm ส่วนไหมก็ marino wool แบบโคตะระ chunky (เส้นใหญ่สุดแล้วมั้งนะคิดว่า) ชนิดที่ว่าถักไม่กี่ชั่วโมงเสร็จ… ใครที่อยากทำงานฝีมือแต่ความอดทนต่ำ ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้

Reference: ภาพประกอบ จาก หนังสือ KK ฉบับ 50-51/2005 และ จาก photo album ของกลุ่ม Cast Off << คลิ๊กเข้าไปชมภาพบรรยากาศงานเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

การออกเสียง:

Kjærlighet på pinner: ฉาลิเฮ็ท ผ่อ ผิ่นเนอะร์
Kjærlighet på pinne: ฉาลิเฮ็ท ผ่อ ผิ่นนะ
slikkepinne: สะลิคกะผิ่นนะ
klubbe: ขลู่บบ้ะ
สามตัวหลังความหมายเหมือนกัน คือ อมยิ้ม

จัดดอก Hyacinth

Saturday, June 23rd, 2007

ครอบครัวเราที่นี่ชอบประดับบ้านด้วยดอก Hyacinth หลังเทศกาลคริสต์มาส ปรกติปีที่ผ่านๆมาแม่ฟินน์หรือไม่ก็พี่สาวฟินน์มักจะซื้อมาให้หรือจัดใส่ตะกร้ามาให้ แต่ปีนี้เราอยากจัดให้เค้าบ้าง เราจึงไปซื้อหัว Hyacinth มากมายที่กำลังแตกยอดขึ้นมาใหม่ๆเอามาเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนคริสต์มาสพร้อมด้วยอุปกรณ์กระจุกกระจิกต่างๆสำหรับประดับตกแต่งที่มีขายทั่วไปตามร้านดอกไม้ ปรกติเราก็ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรแบบนี้เท่าไหร่ (ของสวยๆงามๆเนี่ย รู้สึกเป็นอะไรที่ขัดกับบุคลิกตัวเองว่ะ) เห็นตามร้านก็ไม่เคยซื้อมันแพง คิดว่าประเดี๋ยวมันก็ตายแระ ตะกร้าเล็กๆก็แบบร้อย 150 – 200 โครนโน่น ส่วนไซด์ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ต้องมี 350 โครน รู้สึกว่าไม่คุ้ม แต่กระนั้นคนนอร์เวย์เค้าก็ชอบซื้อนะถ้าเป็นเกี่ยวกับเรื่องของแต่งบ้านละก็จ่ายหน่อยก็ยอมค่ะ (แต่สำหรับเรานี่กรณียกเว้นนะ)

ถึงไม่ได้ซื้อเราก็ scan เก็บไอเดีย… อืมมันดูง่ายๆนะน่าจะทำเองได้ แต่พอเริ่มต้นทำจริงๆ (แบบไม่ได้แพลนล่วงหน้าว่าจะเอาอะไรวางตรงไหนยังไง) ก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมมันยากอย่างนี้ฟระ แง่งๆๆ การที่จะจัดอะไรง่ายๆให้มันดูลงตัวเนี่ยมันยกาเหมือนกันนะ เราก็นั่งทำบนพื้นนี่แหละ เอากระดาษ นสพ มาปูๆ รื้อแล้วรื้ออีกชักเริ่มหงุดหงิด หญ้ามอสที่เก็บมาก็เริ่มจะเยินๆจากที่เป็นแผ่นใหญ่ๆสีเขียวขจีสวยงามกลายเป็น bits and pieces กระจัดกระจายไปทั่วและห้องก็เริ่มดูเหมือนฉากสนามรบเข้าไปทุกที ด้วยความที่เป็นคนมือหนัก หยิบจับแต่ละทีก็กลัวว่าดอกไม้มันจะเฉาตายก่อนจะจัดเสร็จจริงจริ๊งงง

รื้อไปรื้อมา โรยๆลูกสนที่ไปเก็บๆมาตอนไปเดินเล่นที่ป่าแถว Ogna (อูกน่า) เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผสมกับเปลือกส้มอบแห้งและถั่วต่างๆ ที่ซื้อมา ก็ออกมาได้ประมาณ อืมม พอแค่นี้ดีกว่า ขืนพยายามมากไปเดี๋ยวมันจะเละไปกว่านี้ เป็นอันเสร็จกระถางที่หนึ่ง ด้วยความที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องสีดอกไม้เท่าไหร่ ปลูกๆมันไป พอดอกผลิออกมามันก็เลยดูขัดๆกับของประดับที่ฐานไปหน่อย ไม่เป็นไรมีอีกหลายกระถางให้แก้ตัว เหอๆๆ

กระถางนี้ปลูกมันเอาไว้ตั้งแต่ก่อนปีใหม่แล้วก็แป้กติดหวัดเพื่อน เลยดองไว้ซะหลายวัน วันก่อนแง้มๆเข้าไปดู (เก็บเอาไว้ในห้องที่อุณหภูิมิเย็นๆมันจะได้ไม่ผลิดอกเร็ว) กรี๊ดดด มันใกล้จะออกดอกแล้ว (ดองหลายวันมากขนาดดองมันยังเริ่มผลิจนได้) ต้องแต่งให้เสร็จโดยจัดด่วน เกรงว่าถ้าไม่รีบ กว่าจะถึงมือผู้รับมันคงบานไปถึงไหนๆแล้ว กระถางนี้มีเทียนประดับด้วย (ต้องไปซื้อฐานปักเทียนมาเพิ่มอีก ตอนแรกงกไง กะฝังๆมันไปทั้งอย่างนั้นแหละ แต่มันไม่เวิคล่ะทำท่าจะล้มอยู่นั่นเลยต้องจำใจไปซื้อมันมา)

สังเกตในรูปสิยังมีเศษดินติดตรงเทียนอยู่เลย แม่ฟินน์ชอบดอก Hyacinth สีขาว theme ของ กระถางนี้เลยเป็นสีขาวๆ มุกๆ แว๊บๆ แต่ เอ่อ ทำไมกระถางสีเป็นน้ำตาลล่ะคะ (จุ๊ๆๆ ก็รีไซเคิ่ลโอ่งอ่างกระถางไหที่มีอยู่แล้วน่ะ ซื้อทำไมล่ะ เปลือง !!! ) ก็เลยแถๆไปด้วยการเอาถั่วกะลูกสนประดับนั่นล่ะมีเยอะนี่ จะได้กลมกลืนๆไป ออกมาประมาณนี้

ส่วนอีกตะกร้านึงเราจัดให้คุณย่าของฟินน์ด้วยแต่ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้เพราะรีบเอาไปให้คุณย่าก่อน (ก่อนที่มันจะบานมากเกินไป … อีกแล้วครับท่าน) ฟินน์เป็นคนเอาไปให้ เราไม่ได้ไปเพราะกลัวคุณย่าติดหวัด ฟินน์บอกว่าคุณย่าดีใจมากๆ น้ำตาซึม หลังจากวันนั้นมาทราบทีหลังว่าคุณย่าแกเที่ยวโทรไปคุยกะใครต่อใครนะว่าอีหลานสองตัวนี่มันเอาตะกร้าดอกไม้มาฝากนะ เป็นปลื้ม บลาดิบลา … ดีใจ…ดอกไม้โก๊ะๆของเราอย่างน้อยก็ทำให้ใครบางคนเป็นปลื้มได้ …

Det norske alfabetet

Tuesday, September 12th, 2006

ตัวอักษรภาษา norsk มีด้วยกันทั้งสิ้น 29 ตัว (26 ตัวนั้นก็ A-Z เหมือนภาษาอังกฤษ เพียงแต่จะมีตัว æ ø å เพิ่มขึ้นมา) การออกเสียงจะแตกต่างจากภาษาอังกฤษไปบ้างดังต่อไปนี้

การออกเสียง

A a = อา
B b = เบ
C c = เซ
D d = เด
E e = เอ
F f = เอฟ
G g = เก
H h = โฮ
I i = อี
J j = เย
K k = โค
L l = เอล
M m = เอ็ม
N n = เอ็น
O o = อู
P p = เพ
Q q = คู
R r = อาค์
S s = เอส
T t = เท
U u = อูว (ทำปากห่อๆ)
V v = เว
W w = ดู๊เบิ่ลเว
X x = เอกส์
Y y = อีย
Z z = เส่ท

Æ æ = แอ
Ø ø = เออ
Å å = โออ

หมายเหตุ: ตัวหนาคือเสียงสระ ส่วนที่เหลือเป็นพยัญชนะ

A brief history of Norwegian

Tuesday, September 12th, 2006

ภาษานอร์ส (Norsk) เป็นภาษาในกลุ่ม North Germanic Language ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาสวีดิชและเดนิชในลักษณะที่ว่าสามารถฟังและเข้าใจกันได้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมภาษานอร์สจึงคล้ายกับภาษาเดนิชมากกว่าภาษาสวีดิช?

เมื่อเรามองย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์จะเห็นว่าที่จริงประเทศนอร์เวย์นั้นเคยขึ้นกับสวีเดน และเดนมาร์ค แต่โดยรวมแล้วนอร์เวย์อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์คเป็นระยะเวลานานสุด คือเป็นเวลาร่วม 400 ปี ดังนั้นในช่วงเวลาหลายร้อยปี เป็นที่แน่นอนว่าภาษาเดนิชถูกใช้ เป็นภาษาราชการ ประกาศทางราชการ หนังสือสอนศาสนา ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกบันทึก และเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยภาษาเดนิช บรรดากลุ่มชนชั้นสูงของนอร์เวย์ ก็นิยมใช้ภาษาเดนิชมากกว่า เพราะเป็นภาษาที่ฟังไพเราะกว่า ในขณะที่พลเมืองนอร์เวย์โดยทั่วไปก็ยังพูดท้องถิ่นของตนเอง (dialect)

การศึกษาสมัยนั้นภาษาเดนิชเป็นภาษาที่ใช้สอนหนังสือในโรงเรียน เด็กๆ ทุกคนที่ไปโรงเรียน ต้องพูดและเขียนภาษาเดนิช เด็กๆ เหล่านี้ประสบปัญหาเวลาที่พวกเ้ค้าพยายามจะบรรยาย ลักษณะธรรมชาติของนอร์เวย์ด้วยภาษาเดนิช เพราะว่าในสมัยนั้นยังไม่มีศัพท์ภาษาเดนิชที่บรรยายลักษณะของภูเขาสูงๆ ศัพท์ที่ใกล้เคียงสุดก็เป็นแค่ประมาณคำว่าเนินเขาหรือเขาเตี้ยๆ

หลังจากที่นอร์เวย์ประกาศอิสรภาพและประกาศแต่งตั้งรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม คศ 1814 (Constitution Day) พวกนักวิชาการ นักเขียน นักการเมือง และนักหนังสือพิมพ์ ได้มีการถกประเด็นเรื่องภาษาของนอร์เวย์ว่า เราจะทำอย่างไรกับภาษาของเรากันต่อไปดี? พวกเค้าจึงได้ตั้งข้อเสนอกันขึ้นมาว่า

1. ใช้ภาษาเดนิชกันต่อไป
2. เอาภาษาเดนิชมาประยุกต์โดยปรับเปลี่ยนตัวสะกด ให้สอดคล้องกับการออกเสียงของชาวนอร์เวย์มากขึ้น และให้เพิ่มศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมลงไปในภาษาเขียน รวมไปถึงเรื่องรูปเพิ่มเติมรูปแบบไวยากรณ์ที่ใช้กันในนอร์เวย์ที่เดนมาร์คไม่ใช้
3. คิดภาษาใหม่ขึ้นมาเลยโดยมียึดเอาภาษาท้องถิ่น (dialects) ของนอร์เวย์ทั้งหมดมาผสมกัน

เป็นอันว่า ข้อ 1. ถูกตัดทิ้งไป ส่วนข้อ 2. และ 3. ถูกเลือกทั้งคู่ ภาษาเดนิชประยุกต์ (Norwegianised Danish) มีชื่อเรียกภาษานอร์สว่า “Bokmål” หรือ Dano-Norwegian ส่วนภาษาใหม่ หรือ New-Norwegian มีชื่อภาษานอร์สว่า “Nynorsk

รูปแบบ Nynorsk หรือภาษาใหม่นั้น เป็นอัจฉริยะผลงานทางด้านภาษาศาสตร์ของ Ivar Aasen (อี่วาร์ ออเซ่น, 1813-1896) อี่วาร์ได้เดินทางไปทั่วตอนใต้ของนอร์เวย์เพื่อพบปะพูดคุยกับคนท้องถิ่น เพื่อศึกษาสังเกตและเก็บข้อมูล หลังจากนั้นเค้าได้สร้างโครงสร้างภาษาใหม่ตามสมมติฐาน หากนอร์เวย์ไม่ได้รับอิทธิพลจากภาษาเดนิชเป็นหลายร้อยปี ภาษานอร์สน่าจะเป็นเป็นเช่นใด

ในปี 1885 ทางรัฐสภามีการประกาศให้ Bokmål และ Nynorsk เป็นภาษาเขียนมาตรฐานโดยเท่าเทียมกัน หากมีประกาศ หรือสิ่งพิมพ์ใดๆจากส่วนราชการจะต้องมีการจัดทำขึ้นเผยแพร่ทัง้สองภาษาเพื่อความสะดวกต่อผู้อ่าน ในส่วนของการศึกษานักเรียนสามารถเลือกว่าจะเรียนภาษา Bokmål หรือ Nynorsk ก่อน หากแต่นักเรียนทุกคนต้องเรียนรู้ทั้งสองภาษาจนกระทั่งถึงเริ่มต้นระดับอุดมศึกษา นักเรียนจึงสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกเรียนในภาษา Bokmål หรือ Nynorsk เพียงภาษาใดภาษาหนึ่ง ส่วนรายการโทรทัศน์ช่อง NRK (ช่องของรัฐบาล) ต้องมีรายการออกอากาศทั้งสองภาษา ในสัดส่วนเป็นเปอร์เซนต์ตามที่ทางรัฐกำหนด

อย่างไรก็ตาม Bokmål และ Nynorsk ก็ยังถือว่าเป็นภาษาเขียนเท่านั้น โดยที่ภาษาพูดยังคงเป็นไปตามสำเนียงของท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้าย Bokmål หรือ Nynorsk มากน้อยต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของประเทศ

เนื้อหาต่างๆเกี่ยวกับภาษานอร์สที่จะนำเสนอในตอนต่อๆไป จะว่าด้วยภาษา Bokmål ซึ่งเป็นภาษาที่ส่วนมากใช้สอนชาวต่างชาติที่เริ่มเรียนรู้ภาษานอร์ส

หมายเหตุ: ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษาทั้งสาม… เอามาให้ดูกันเล่นๆ… ตัวอย่างเหล่านี้นำมาจาก Omniglot.com

Sample text (Bokmål)

Alle mennesker er født frie og med samme menneskeverd og menneskerettigheter. De er utstyrt med fornuft og samvittighet og bør handle mot hverandre i brorskapets ånd.

Sample text (Nynorsk)

Alle menneske er fødde til fridom og med same menneskeverd og menneskerettar. Dei har fått fornuft og samvit og skal leve med kvarandre som brør.

Sample text (Dansk)

Alle mennesker er født frie og lige i værdighed og rettigheder. De er udstyret med fornuft og samvittighed, og de bør handle mod hverandre i en broderskabets ånd.

Hunting in Norway: การล่าสัตว์ในนอร์เวย์

Tuesday, September 12th, 2006

ตอนแรกก็กังวลนิดๆว่าถ้าเขียนเกี่ยวกับ Hunting หลายๆคนโดยเฉพาะชาวพุทธอย่างบ้านเรา อาจจะคิดว่าการล่าสัตว์นั้นป่าเถื่อน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฯลฯ ขอออกตัวก่อนว่านำมาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ เราเองก็ไม่ได้ชอบหรือสนับสนุนเรื่องการล่าสัตว์แต่อย่างใด…

… จะว่าไป Hunting ก็มีหลายแบบแล้วแต่จุดประสงค์ของการล่า บ้างก็ล่าเพราะเป็น Tradition เช่น fox hunting ในสหราชอาณาจักร, Safari ในอัฟริกา หรือ Shikar ในอินเดีย สำหรับในนอร์เวย์นั้น เรามองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่ คือเป็น Tradition ในขณะเดียวกันก็เป็น Wildlife management ไปในตัว กล่าวคือ เป็นการควบคุมจำนวนประชากรของสัตว์ป่าและสปีชี่บางสปีชี่ที่ถ้ามีมากเกินไป พวกมันจะแย่งอาหารกันกิน ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในฤดูหนาว หรือไม่ก็ออกมาทำลายผลผลิตของเกษตรกร ว่าง่ายๆคือทำให้เสียสมดุลย์ของระบบนิเวศน์นั่นเอง

บางคนอาจคิดไปว่า พวกที่ไปล่าสัตว์นี่คงถ้าอยากไปก็ถือปืนเดินเข้าป่าไปโลดดด… แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ที่จะ qualified ที่จะไปล่าสัตว์ได้จะต้อง ผ่านการอบรม Jegerprøvekurs (คอร์สล่าสัตว์) ปัจจุบันมีประมาณ 30 ชั่วโมง เป็นคอร์สเกี่ยวกับกฏหมายและกฏระเบียบในการล่าสัตว์ (Law and Ethic of Hunting) ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสปีชี่ต่างๆของสัตว์ สปีชี่ไหนล่าได้ สปีชีไหนเป็นสัตว์สงวน นอกจากนี้เนื้อหายังครอบคลุมไปถึง Introduction ในการใช้ Shotgun และปืน Rifle หลังจากนั้นผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านการสอบภาคทฤษฏี เพื่อที่จะได้ certificate ซึ่ง certificate นี้เป็นเสมือนใบอนุญาตเพื่อที่จะไปซื้อ Hunting License จากทางรัฐบาลอีกที (ต้องซื้อปีต่อปี) เท่านั้นยังไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถไปล่าสัตว์ที่ไหนก็ได้ เพราะว่าเขาต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ๆเราอยากจะไปล่าอีกด้วย เห้ออออ~~~ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ

 

โฉมหน้าปกใบประกาศฯ Jegerprøve

ส่วนในการล่าสัตว์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น Roe Deer, Reindeer, Red Deer หรือ Moose ปืนที่ใช้จะต้องเป็นปืน Rifle… ทำไมถึงต้องเป็นปืน Rifle นั้นก็เพราะสัตว์พวกนี้เป็นสัตว์ใหญ่ จึงต้องใช้อาวุธที่มีศักยภาพสูงเพื่อที่จะล้มสัตว์ใหญ่ขนาดนี้ได้…

การล่าสัตว์ประเภทนี้ผู้ล่าฯนอกจากจะต้องมี Hunting license แล้ว ยังจะต้องผ่านการทดสอบ Storviltprøve (Shooting Test สำหรับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่) ก่อนการเริ่มต้นฤดูล่าสัตว์ของทุกปี และก่อนจะไปทดสอบ Storviltprøve นี้ได้ จะต้องมีเอกสารรับรองจาก Shooting Field ที่เราไปฝึกเสียก่อนว่าผู้นั้นได้ผ่านการฝึกยิง อย่างน้อย 30 shots (ไม่จำเป็นต้องเข้าเป้าทุกชอต) … เอากับเค้าสิ ยุ่งยากใช่เล่น

ภาพประกอบ: http://www.wildlife.state.nh.us

การฝึกยิงนั้นเป็นการทำให้ผู้ฝึกฯมั่นใจว่าจะต้องยิงให้เข้าจุด vital organs คือ ปอด หัวใจ และ ตับ เพราะการยิงเข้าจุดดังกล่าว จะทำให้สัตว์เข้าสู่สภาวะช็อค และเป็นการตัดวงจรการไหลเวียนโลหิต อันนำมาซึ่งการสิ้นใจฉับพลันโดยไม่มีความเจ็บปวดทรมาน

To be continued…

 

Let’s get one!

Thursday, June 8th, 2006

Aya

 

จริงๆก็อยากได้หมากันมานานแล้วแหละหมาน่ะ แต่ว่ามันยังไม่มีฤกษ์งามยามดีซักที จนกระทั่งจู่ๆก่อนไป Edinburgh เมื่อเดือนพฤษภาคม มีคนประกาศขายหมา บีเกิ้ล อายุร่วมๆสามขวบชื่อ Aya (แถมไม่มีรูปภาพประกอบอีกต่างหากใน Ad) ฟินน์ก็เลยสนใจโทรไปถาม เจ้าของก็ดูท่าอยากจะขายให้ฟินน์มากกว่าหญิงชรารายนึง ซึ่งสนใจโทรไปถามเช่นกัน แต่ว่าเธอแค่อยากจะได้หมาไปเลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงา แต่เนื่องด้วย Aya เป็นหมาที่ถูกฝึกมาสำหรับใช้ล่าสัตว์ประเภท กวางน้อย และ กระต่าย หากได้ไปอยู่กับหญิงชราผู้นี้เจ้าของเกรงว่า มันจะไม่ได้โชว์ฝีไม้ลายมือในการดมกลิ่นแกะรอยที่อุตส่าห์ฝึกจนได้ถ้งได้ถ้วยสมัยเป็นเบบี๋

…ก่อนที่จะตัดสินใจ เรากับฟินน์ก็ได้ไปพบ Aya เพื่อดูตัวกันก่อนว่านิสัยเป็นยังไง ฯลฯ พอดีว่าเพื่อนฟินน์เนี่ยซื้อลูกหมาบีเกิ้ลกับเจ้าของคนนี้พอดี แล้วเค้าจะพาลูกสาวไปรับลูกหมาในวันนั้น พวกเลยติดสอยห้อยตามไปดู Aya ด้วย พอพวกเราไปถึงก็เห็นบีเกิ้ลตัวนึงนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่หน้าบ้าน ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าตัวนี้ใช่ Aya หรือเปล่า พอพวกเราลงมาจากรถมันก็แบบกระโดดขึ้นไปบนรถ ชีไม่กลัวอะไรเลยขึ้นไปสำรวจสุดริด แบบขอ sniff สำรวจ นั่น นี่ โน่น เจ้าของก็เรียก Aya ให้ลงมา เลยรู้ว่าตัวนี้คือ Aya นี่เอง

คุณ Kenneth (เจ้าของ) เดินนำทางพาพวกเราลงไปเอาลูกหมาที่คอก ซึ่งอยู่บริเวณบ้านส่วนล่างซึ่งขนานอยู่ตรงเนินเรียบติดทะเลสาบ ต้องเดินไต่เนินลาดชันลงไป เจ้า Aya ก็ตามลงมาด้วย คือจาก first impression ชีจะค่อนข้างมั่นใจแต่ก็มีบุคลิกแต่ก็ chill ๆ ในเวลาเดียวกัน ที่ประทับใจมากก็คือตอนมันไปคาบกระดูกอะไรมาแทะๆก็ไม่รู้ เจ้าลูกหมาต่างๆก็ออกมาวิ่งกระด๊องกระแด๊ง แล้วมีลูกหมาตัวนึงซึ่งเป็นตัวเล็กที่สุดในคอกมาแย่งๆกระดูกของ Aya… Aya ไม่มีกริยาอาการขู่ฟ่อๆหวงของกินใดๆ มันกลับมองเจ้าลูกหมาตัวจิ๋วนั่นด้วยสายตางงๆ แล้วเจ้าหมาน้อยก็ลากๆกระดูกที่ Aya กินอยู่ไปซะงั้น Aya ก็เฉยๆ จะเอาไปก็เอาไปสิ ชีก็กินส่วนเล็กที่เหลือต่อไป กรี๊ดดดด ประทับใจ… หมานิสัยดี…

เสร็จจากไปเอาลูกหมาของเพื่อน พวกก็กลับขึ้นมานั่งในห้องรับแขกบนบ้าน มาเซ็นต์สัญญา จ่ายเงิน chit chat ฯลฯ ในระหว่างนั้น Aya ก็ตามขึ้นมาด้วย Aya ก็มานั่งบนตักเราตลอด แบบทำตัวตามสบายง่ายดีจัง เหมือนรู้จักมักจี่กันมาชาติเศษ โฮะๆๆ แอบปลื้มนิดๆ เพราะปรกติพวกบรรดาสัตว์ทั้งหลายจะเข้าหาฟินน์ก่อนเรา แต่ Aya มาหาเราก่อน คราวนี้ คริๆ

ทว่าวันนั้น Aya โคตรเหม็น ประมาณกลิ่นขี้ๆ ตา Kenneth บ้านช่องก็สะอาดสวยงาม แต่ทำไมปล่อยให้น้องหมาแต่ละตัวเหม็นได้จับจิตขนาดนี้??? เจ้าลูกหมาของเพื่อนฟินน์ก็เหมือนกัน นั่นก็รู้สึกจะมีคราบอึติดเท้ามาด้วย (-_-!) … เค้าบอกว่าเพิ่งเอาออกไปไว้ข้างนอกบ้านตอนช่วง Spring นะเนี่ย (กิน ขี้ เดินย่ำ อะไรกันอยู่ในกรงเสร็จสรรพ)  ไม่อยากจะนึกภาพว่าตอน Winter อยู่กันในบ้านจะเป็นอย่างไร มิน่า “the wife” (ของ Kenneth) ถึงมีรับสั่งให้ขายๆออกไปบ้างไม่งั้นอาจมีเคือง

สรุป เป็นอันตกลงว่าพวกเราจะมารับ Aya ไปอยู่ด้วยตอนเรากลับมาจากงานแต่งงาน Simon ที่ Edinburgh… เย้!!!!